2006/Dec/18

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ เรามาพบกันอีกแล้วหลังจากห่างกันไปนานนะค่ะ

วันนี้เราจะเสนอนิทานชาดกเรื่อง " ฆ่ายุง" จะเป็นยังไงลองไปอ่านดูกันนะค่ะ รับรองอ่านแล้วสนุกค่ะ

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าเมื่อเสด็จจาริกไปในหมู่ชนชาวมคธ ทรงปรารภพวกชาวบ้านที่เป็นคนพาลในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า ว่า ว่า ว่า ...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพ่อค้าชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่ง ไปค้าขายที่แคว้นกาสี(กาสีดำหรอ^_^) ในระหว่างทำการค้าขายที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ได้เห็นนายช่างไม้หัวล้านคนหนึ่งกำลังถากไม้อยู่ ในขณะนั้นยุงได้มาจับที่หัวของเขา(ไม่ใช่ยุงมาเกาะหรอจ๊ะ)

เขาจึงเรียกลูกชายที่นั่งเล่นอยู่ใกล้ๆว่า
" ไอ้หนู ยุงมันกัดหัวพ่อ เจ้าจงฆ่ามันเสีย "

ลูกบอกว่า
" พ่อ อยู่นิ่งๆนะ ผมจะฆ่ามัน ด้วยการตบครั้งเดียว "

พูดพลางก็เงื้อขวานเล่มใหญ่อันคมกริบ ยืนอยู่ข้างหลังพ่อ แล้วฟันลงบนหัวพ่ออย่างเต็มเหนี่ยว ด้วยคิดว่าจะฆ่ายุง นายช่างไม้ได้ถึงแก่ความตายในที่นั้นเอง (แน่ใจหรือว่าตบ!)

พ่อค้าเห็นเหตุการณ์นั้นแล้ว จึงกล่าวเป็นคาถาว่า
" ศัตรูผู้มีความรู้ประเสริฐกว่า ส่วนมิตรผู้ไร้ปัญญาไม่ประเสริฐเลย
เพราะลูกชายผู้โง่เขลา คิดว่า จักฆ่ายุง กลับผ่าหัวของพ่อเสีย "

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :

ผู้ไม่มีปัญญา ย่อมนำความฉิบหายมาให้

แนะๆๆๆติดใจล่ะสิถึงอ่านมาจนจบเลย



edit @ 2006/12/18 17:55:14

2006/Dec/03

สวัสดีค่ะทุกคน....

เข้าเดือนธันวาคมแล้วนะค่ะ เฮ้อ...เผลอแป๊บเดียวนี้ก็จะปีใหม่อีกแล้วเหรอเนี่ย เร็วจริงๆ

กำหนดส่งงานของการทำบล็อคของพวกเราก็เข้าใกล้มาทุกที แต่ก็ยังไปไม่ถึงไหนกันสักที555 พวกเราทั้ง 6 คนก็พยายามทำกันเต็มที่ค่ะ (ออกแนวขี้เกียจกันบ้างนิดหน่อย) ก็แวะเวียนเข้ามาดูเรื่อยๆ สำหรับใครที่ชอบอ่านนิทานชาดก หรือบังเอิญผ่านเข้ามาแล้วมาคอมเม้นให้พวกเราก็ขอบพระคุณมากนะค่ะ ^^

แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะ ว่าถ้าพวกเราส่งงานกันเรียบร้อยแล้วเนี่ยจะทิ้งบล็อคให้ล้าง ไม่มีทางเสียหรอก ใครที่มีปัญหาสงสัยเกี่ยวกับเรื่องพระพุทธศาสนาก็ยังคงมาโพสถามกันได้นะค่ะ พวกเราจะพยายามหาข้อมูลมาตอบหรือมาลงให้เรื่อยๆ แม้อาจจะช้านิดหน่อย เนื่องจากการเรียนของพวกเราก็มากมายกันพอสมควร จึงต้องแบ่งเวลาให้เหมาะสมค่ะ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

บาปเกิดจากความจงใจ

ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ในวทริการามเมืองโกสัมพี ทรงปรารภพระราหุลเถระ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ตระกูลหนึ่ง หลังจากเรียนจบศิลปวิทยาจากเมืองตักกสิลาแล้ว ได้ออกบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าหิมพานต์ วันหนึ่งพระฤาษีได้สัญจรไปที่บ้านชายแดนหมู่บ้านหนึ่ง คนในหมูบ้านนั้นได้สร้างอาศรมถวาย จึงได้อาศัยอยู่ที่นั้นเรื่อยมา

สมัยนั้น มีนายพรานนกคนหนึ่งในหมู่บ้านนั้น เลี้ยงนกกระทาไว้ตัวหนึ่งเพื่อไว้เป็นนกต่อ ทุกวันนกกระทาก็คิดว่า"เพราะพรานอาศัยเสียงของเรา ทำให้คนได้ตายไปเป็นจำนวนมาก เป็นบาปกรรมของเราหนอ นับแต่นี้ไปเราจะไม่ส่งเสียงร้องละ" นายพรานเมื่อเห็นนกกระทาไม่ร้องก็ใช้ไม้ตีหัว นกกระทากลัวตายจึงร้อง สร้างความทุกข์ลำบากให้แก่มันเป็นอย่างมาก อยู่ต่อมาวันหนึ่ง นายพรานจับนกกระทาได้เต็มกระเช้าแล้ว คิดจะดื่มน้ำไปที่อาศรมของพระฤาษีโพธิสัตว์ วางกรงนกไว้แล้วดื่มน้ำ ด้วยความเหน็ดเหนื่อยจึงเอนกายผล่อยหลับไป

นกกระทาทราบว่านายพรานหลับ แล้ว จึงถามความสงสัยของตนกับพระฤาษีว่า "พระคุณเจ้าข้าพเจ้าเป็นอยู่สบายได้บริโภคอาหารตามชอบใจ แต่อยู่ในระหว่างอันตราย อยากทราบว่าทางเดินชีวิตของข้าพเจ้าเป็นอย่างไรหนอ?"

พระฤาษีแก้ปัญหานกกระทาว่า "นกกระทาเอ๋ย.. ถ้าใจของเจ้าไม่น้อมไปเพื่อกรรมอันเป็นบาป บาปย่อมไม่แปดเปื้อนเจ้าผู้บริสุทธิ์ใจไม่คิดจะทำบาปกรรมดอก"

นกกระทาถามต่ออีกว่า พระคุณเจ้า นกกระทาจำนวนมากคือญาติของข้าพเจ้า นายพรานอาศัยข้าพเจ้าทำปณาติบาตอยู่ ข้าพเจ้ารังเกียจเรื่องนี้มาก บาปกรรมจะมีถึงแก่ข้าพเจ้าไหมหนอ"


พระฤาษีจึงตอบเป็นคาถาว่า

"ถ้าใจของท่านไม่คิดประทุษร้ายไซร้ กรรมชั่วที่นายพรานอาศัยท่านกระทำแล้ว ย่อมไม่ถูกต้องท่านบาปกรรมย่อมไม่แปดเปื้อนท่านผู้บริสุทธิ์ ผู้มีความขวนขวายน้อย"


แล้วก็พูดให้นกกระทาสบายใจว่า "เจ้าไม่มีความจงใจการทำปาณาติบาต บาทกรรมจึงไม่มีแก่เจ้าผู้บริสุทธิ์ดอกนะ" นกกระทาได้ฟังแล้วก็สบายใจนิ่งเงียบอยู่ ฝ่ายนายพรานตื่นนอนแล้วลุกขึ้นไหว้ฤาษีแล้วก็ถือกรงนกกระทากลับบ้านไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :
ไม่มีเจตนาจะทำบาปกรรม แม้จะประกอบอาชีพที่เสี่ยงต่อการทำบาป บาปกรรมก็ไม่ตกแก่ผู้นั้น

edit @ 2006/12/11 13:39:14

2006/Nov/23

ธรรมะสวัสดีค่ะ....

อ้าว....แค่เริ่มแนะนำบล็อคเท่านั้น วัยรุ่นที่เข้ามาเยี่ยมเยือนพวกเราก็เริ่มง่วงซะแล้ว(หาวด้วย เราเห็นนะ 555) ที่จริงเรื่องพระพุทธศาสนาก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเบื่อขนาดนั้นหรอกค่ะเพื่อนๆ ถ้าเรารู้จักศึกษา และพิจารณาตามนะ ลองดูเนื้อหาในบล็อคนี้ก็ได้ค่ะ เราไม่ว่ากัน แต่ก่อนอื่นเลย....อะแฮ่มๆ

เผื่ออาจารย์เข้ามาดูผลงานของพวกเรานะคะ และขอพูดถึงจุดประสงค์ของการ สร้างบล็อคนี้ขึ้นมา หลักๆเลยก็เพื่อให้วัยรุ่นอย่างพวกเราเนี่ยได้ลองศึกษาเรื่องราวที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาดู และเนื่องจากบล็อคปัจจุบันมีผู้ที่สนใจกันอย่างแพร่หลายจึงน่าจะง่ายต่อการเผยแพร่ โดยสื่อที่เราเลือกมาประกอบกับการทำบล็อคคือ....นิทานชาดก ซึ่งทางกลุ่ม บัวชมพู 6 เหล่า (ใครนะช่างสรรหาชื่อ) เห็นตรงกันว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าเบื่อที่สุดแล้วสำหรับวัยรุ่น

แต่อย่างไรก็ตาม...ถึงภาระกิจหลักของพวกเรา คือ การสรรหานิทานชาดกมาให้เพื่อนๆอ่าน แต่เราทุกคนก็ยินดีหาเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่เพื่อนๆ ต้องการอ่านมาลงให้นะค่ะ ก็เขามาแล้วอย่าลืมคอมเม้นด้วยนะค่ะ เพราะทุกๆคอมเม้น ก็เหมือนการทำบุญให้พวกเราได้มีคะแนนผ่านวิชาพระพุทธศาสนากันล่ะ สาธุ......

วันนี้ก็นำนิทานชาดกเรื่องแรกมาโพสไว้ก่อนเลย...

สสปัณฑิตชาดก- กระต่ายผู้สละชีวิต

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภการถวายบริขารทุกอย่างของพ่อค้าชาวเมืองคนหนึ่งได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นกระต่ายอาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่งท่ามกลางหุบเขาและแม่น้ำล้อมรอบ มีสัตว์เป็นเพื่อนกันอัก ๓ ตัว คือ ลิง สุนัขจิ้งจอก และนาก สัตว์ทั้ง ๔ เป็นสัตว์มีศีลธรรม ทุกเย็นจะมาพบกันและฟังโอวาทของกระต่ายเสมอ

ต่อมาวันหนึ่ง กระต่ายมองดูจันทร์รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันอุโบสถ จึงให้โอวาท ว่า " วันพรุ่งนี้ พวกเราจงพากันรักษาศีล ให้ทานเถิด เพราะมีผลบุญกุศลมาก ฉะนั้นพวกท่านจงเตรียมอาหารไว้แบ่งปันคนขอทานเถิด" สัตว์ทั้ง ๓ รับคำแล้วกลับไปยังที่อยู่ของตน

ครั้นรุ่งขึ้นมีนายพรานคนหนึ่งตกเบ็ดได้ปลาตะเพียน ๗ ตัวฝังทรายกลบไว้แล้วก็ข้ามไปทางใต้น้ำต่อไป นากออกหาอาหารได้กลิ่นปลานั้นแล้วจึงร้องขึ้น ๓ ครั้ง รู้ว่าไม่มีเจ้าของแล้วจึงคาบเอาปลาทั้ง ๗ ตัวไปยังที่อยู่ของตน นอนรักษาศีลอยู่

ฝ่ายลิงเข้าไปในป่าได้มะม่วงมาแล้วก็กลับที่อยู่ตนนอนรักษาศีลอยู่ ส่วนเจ้ากระต่ายรักษาศีลอยู่ที่อยู่ของตนไม่ได้ออกไปหาอาหารมาไว้ให้ทาน คิดที่จะสละชีวิตให้ทานว่า " ถ้ามีคนมาขออาหาร งา และข้าวสารของเราก็ไม่มี ถ้าเช่นนั้นเราจะให้เนื้อของเราแก่เขาก็แล้วกัน" คิดแล้วก็นอนรักษาศีลอยู่

ด้วยอานุภาพแห่งศีลของกระต่ายเป็นเหตุให้บรรลังก์ของเท้าวสักกะเร่าร้อน ท้าวเธอจึงลงมาพิสูจน์คุณของศีลของสัตว์ทั้ง ๔ ด้วยการแปลงร่างเป็นพราหมณ์ไปยังที่อยู่ของนากก่อน ร้องขออาหารกับนาก นากจึงกล่าวว่า "พราหมณ์.. เรามีปลาตะเพียนอยู่ ๗ ตัว ขอเชิญท่านบริโภคเถิด" พราหมณ์รับไว้แล้วก็ไปที่อยู่ของสุนัขจิ้งจอก เอ่ยปากขออาหารอีก สุนัขจิ้งจอกก็มอบอาหารให้พร้อมกับพูดว่า "พราหมณ์.. ข้าพเจ้ามีเนื้อย่าง ๒ ไม้ เหี้ย ๑ ตัว นมส้ม ๑ หม้อ เชิญท่านบริโภคเถิด" พราหมณ์รับไว้แล้วก็ไปที่อยู่ของลิงเอ่ยปากขออาหารเช่นเคย ลิงก็มอบอาหารให้พร้อมกับพูดว่า "พราหมณ์.. มะม่วงสุก น้ำเย็น ร่มเงาไม่อันร่มรื่นขอเชิญท่านบริโภคและพักผ่อนก่อนเถิด"

พราหมณ์รับไว้แล้วก็ไปที่อยู่ของกระต่ายพร้อมร้องขออาหารเช่นเดิม กระต่ายดีใจจึงพูดว่า " พราหมณ์ ขอเชิญท่านก่อไฟเถิด เราไม่มีอะไรจะให้ท่าน นอกจากเนื้อของเรานี่แหละ ขอเชิญท่านบริโภคเราเถิด" ว่าแล้วก็กล่าวเป็นคาถาว่า

"กระต่ายไม่มีงา ไม่มีถั่ว ไม่มีข้าวสาร ท่านจงบริโภค เราผู้สุกด้วยไฟนี้ แล้วเจริญสมณธรรมอยู่ในป่าเถิด"
ท้าวสักกะจึงเนรมิตให้มีกองไฟขึ้นแล้วบอกให้กระต่ายทราบกระต่ายลุกขึ้นจากหญ้าแพรกสลัดขนไล่สัตว์อื่น ๆ ๓ ครั้ง มีความดีใจ ไม่กลัวต่อความตาย กระโดดเข้ากองไฟไป แต่ก็ต้องแปลกใจว่าไฟทำไมเย็นยิ่งนักจึงถามพราหมณ์ดู ท้าวสักกะในร่างพราหมณ์จึงกล่าวว่า "ท่านบัณฑิต เรามิใช่พราหมณ์ดอก เราเป็นท้าวสักกะ มาเพื่อทดลองศีลของท่านเท่านั้นเอง"
กระต่ายพูดว่า "ท่านท้าวสักกะ ท่านหวังจะทดลองข้าพเจ้าเท่านั้นเองหรือ แล้วชาวโลกจะรู้ว่าข้าพเจ้าปรารถนาให้ชีวิตเป็นทานได้อย่างไรกันเล่า" ท้าวสักกะตอบว่า "คุณความดีในการเสียสละชีวิตเป็นทานของท่านครั้งนี้จะมีปรากฏตลอดไป" ว่าแล้วก็เขียนรูปกระต่ายไว้บนดวงจันทร์เป็นสัญลักษณ์ให้ชาวโลกได้เห็นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แล้วก็หายวับกลับเทวโลกไป สัตว์ทั้ง ๔ ตัวได้รักษาศีลจนตราบสิ้นชีวิต

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : การรักษาศีลเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตทั้งมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน เพราะผู้มีศีลเทวดาย่อมคุ้มครอง

คอมเม้นกันด้วยนะจ้า.....สาธุ


edit @ 2006/11/27 19:53:42
edit @ 2006/12/06 22:09:47
edit @ 2006/12/06 22:11:47